เกี่ยวกับเรา

สารจากคณะกรรมการบริษัท

untitled

ภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

ปี 2568 เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนและความผันผวนเชิงโครงสร้าง จากอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่ง  ผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเร่งพัฒนายานยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โครงสร้างการแข่งขัน และรูปแบบธุรกิจในอุตสาหกรรม

สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ของสถาบันการเงิน ขณะเดียวกันการแข่งขันด้านราคาจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้า โดยเฉพาะจากจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ผลการดำเนินงานของบริษัทและความแข็งแกร่งขององค์กร

ภายใต้บริบทของอุตสาหกรรมที่ยังคงมีความผันผวน บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน) ยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการองค์กร ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,076 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากความชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลไทย อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้า

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงสามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ในเกณฑ์ดี โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 275 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 13 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน การควบคุมค่าใช้จ่าย และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผล

ทิศทางธุรกิจในอนาคต

คณะกรรมการบริษัทมุ่งมั่นที่จะนำพาองค์กรไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ผ่านกลยุทธ์หลักดังต่อไปนี้:

  1. การพัฒนายานยนต์อเนกประสงค์และยานยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Purpose-Built Vehicles: PBVs) เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้า และขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  2. การขยายฐานธุรกิจในกลุ่มเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม (Industrial Machinery) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีศักยภาพในการเติบโตที่ดี เพื่อช่วยปรับสมดุลโครงสร้างรายได้และลดความผันผวนในอุตสาหกรรมยานยนต์
  3. การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของพื้นที่เขตปลอดอากร (Free Zone) เพื่อเป็นฐานการผลิตสำหรับการส่งออก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
  4. การเปิดรับโอกาสในการผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่คุณค่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV Value Chain) และอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) เช่น ชิ้นส่วนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (Data Infrastructure), อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ โดยการส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก (Megatrends) และสร้างการเติบโตใหม่ในอนาคต

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐาน CGR อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (CFO) ลงร้อยละ 5 ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในอนาคต

ในนามของคณะกรรมการบริษัท ผมขอขอบพระคุณผู้ถือหุ้น ลูกค้า พันธมิตร พันธมิตรทางธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรให้ผ่านพ้นความท้าทายต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทยังคงเชื่อมั่นในรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรม และการปรับตัวเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ว่าจะสามารถสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่
ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมทั้งนำพาองค์กรไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล

ประธานกรรมการ

นายสมพงษ์ เผอิญโชค

รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่